
เจ้าของร้านหลายคนเลือกแพ็คเองเพราะคิดว่าประหยัดกว่า เพราะจ่ายแค่ค่ากล่อง เทป และกันกระแทก แต่เมื่อนับต้นทุนที่มองไม่เห็นเข้าไปด้วย ตัวเลขอาจต่างจากที่คิดไว้มาก
ต้นทุนที่เห็นชัด
กล่อง ซอง และวัสดุกันกระแทก
เทป ใบปะหน้า และหมึกพิมพ์
ค่าเดินทางไปส่งพัสดุ หรือค่ารถรับของ
ต้นทุนแฝงที่มักถูกลืม
เวลาของคุณ: ถ้าแพ็ควันละ 3 ชั่วโมง เท่ากับเดือนละเกือบ 90 ชั่วโมงที่ไม่ได้ใช้ทำการตลาดหรือพัฒนาสินค้า
พื้นที่: ห้องที่กลายเป็นโกดังมีค่าเช่าหรือมูลค่าที่เสียไป
ความผิดพลาด: ส่งผิดสี ผิดไซซ์ หรือของไม่ครบ ต้องเสียค่าส่งซ้ำและเสียลูกค้า
สต็อกไม่ตรง: ขายเกินแล้วยกเลิก ทำให้คะแนนร้านลดลง
โอกาสที่เสียไป: ช่วงแคมเปญรับออเดอร์ได้น้อยกว่าที่ขายได้จริง
ค่าจ้างพนักงานแพ็ค: ถ้าจ้างคนช่วย ยังมีค่าแรง ประกันสังคม และวันหยุดที่ต้องจัดการ
ลองคำนวณง่าย ๆ
นำจำนวนชั่วโมงที่ใช้แพ็คต่อเดือน คูณด้วยมูลค่าชั่วโมงของคุณ (เช่น รายได้ที่คุณจะทำได้ถ้าเอาเวลานั้นไปขาย) แล้วบวกค่าวัสดุ ค่าพื้นที่ และค่าเสียหายจากความผิดพลาด จากนั้นหารด้วยจำนวนออเดอร์ จะได้ต้นทุนต่อออเดอร์ที่แท้จริง
ต้นทุนแพ็คต่อออเดอร์ที่แท้จริง = (ค่าวัสดุ + มูลค่าเวลา + ค่าพื้นที่ + ค่าความผิดพลาด) ÷ จำนวนออเดอร์
เมื่อไหร่ที่ Fulfillment คุ้มกว่า
เมื่อต้นทุนต่อออเดอร์ที่คำนวณได้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าค่าบริการ Fulfillment หรือเมื่อเวลาที่ได้คืนมาสามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายที่มากขึ้นได้ โดยเฉพาะร้านที่กำลังเติบโต
อยากรู้ว่าร้านของคุณใช้ Easy Pack แล้วคุ้มไหม ทักไลน์มาเล่าจำนวนออเดอร์และประเภทสินค้า เราประเมินค่าบริการให้ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด





